The Playboy Mansion
ฝั่งตะวันตกของนครลอส แอนเจลิส อันแสนเงียบสงบ มีสถานที่พิเศษแห่งหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากถนนซันเซ็ต บูเลวาร์ด ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษอาณาจักรของ Hugh Hefner (ฮิวจ์ เฮฟเนอร์) กลายเป็น 1 ในหัวข้อสนทนาที่ผู้คนพูดถึงมากที่สุด และคฤหาสน์ที่หนุ่มๆ ทั่วโลกอยากมาเยือนสักครั้งในชีวิต

WELCOME TO PLAYBOY MANSION WEST (ขอต้อนรับสู่ PLAYBOY Mansion West)

More than Bricks and Mortar (มากกว่าอิฐ และปูน)
PLAYBOY Mansion เป็นเหมือนจุดหมายปลายทาง ในช่วงหลังสถานที่แห่งนี้กลายเป็นฉากถ่ายทำ The Girls Next Door (เดอะ เกิร์ล เน็กซ์ ดอร์) เรียอาลิตี้โชว์ยอดฮิตของช่อง E! และเป็นต้นแบบการสร้างวีดีโอเกมที่ทำยอดขายถล่มทลาย Playboy: The Mansion (เพลย์บอย: เดอะ แมนชั่น) รวมทั้งการปรากฏอยู่ในซีรี่ส์ และรายการทีวีอย่าง Sex and the City (เซ็กซ์ แอน เดอะ ซิตี้), Entourage (อองโตราจ), The Apprentice (ดิ แอ็พเพรนทิซ), MTV's Cribs (เอ็มทีวี คริบส์), The Amazing Race (ดิ อเมซิ่ง เรซ) และ Curb Your Enthusiasm (เคิร์บ ยัวร์ เอ็นธิวซิเอสสึม) ส่วนเครดิตบนจอภาพยนตร์ก็มี Beverly Hills Cop 2 (เบเวอร์ลี่ ฮิลล์ส ค็อป 2), Charlie's Angels: Full Throttle (ชาร์ลี แองเจิ้ลส์: ฟูลล์ ธรอท์เทิ่ล), The House Bunny (เดอะ เฮ้าส์ บันนี่) และ Miss March (มิส มาร์ช) รวมทั้งการถ่ายทำมิวสิควีดีโอของศิลปินดังหลากหลายแนวตั้งแต่ Nelly (เนลลี่), Justin Timberlake (จัสติน ทิมเบอร์เลค), Weezer (วีเซอร์) จนถึง Zebrahead (ซีบร้าเฮด)
เกือบทุกค่ำคืนแมนชั่นแห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่สุดฮอตสำหรับใครก็ตามที่มีโชคมากพอจะได้อยู่ในลิสต์รายชื่อแขก ป๋าเฮฟ เป็นเจ้าภาพจัดงานปาร์ตี้ใหญ่นับไม่ถ้วนในแต่ละปีที่มีบรรดาเซเล็บบริตี้คนดังจากฮอลลีวู้ด, นักกีฬาอาชีพระดับท็อป, นักเขียนชื่อดังของโลก, พิธีกรทีวี และดีเจวิทยุชั้นนำ รวมทั้งแขกคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือบรรดาสาวๆ PLAYBOY Playmates
จากหลายอีเวนท์ที่เคยจัดขึ้นที่นี่ทำให้ Vanity Fair (วานิตี้ แฟร์) แมกกาซีนบันเทิงระดับโลกยกให้ PLAYBOY Mansion เป็น 1 ในสถานที่จัดปาร์ตี้สุดเลิศของลอส แอนเจลิส โดยเฉพาะงานฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ Black-tie Lingerie Gala (แบล็ค-ไท ลินเจอรี่ กาล่า), ความน่าตื่นตาตื่นใจในงานฉลองวันชาติสหรัฐฯ Fourth of July (โฟรธ์ ออฟ จูลาย), งานที่เป็นตำนาน Midsummer Night's Dream Lingerie/Pajama Party (มิดซัมเมอร์ ไนท์ ดรีม ลินเจอรี่/ปาจาม่า ปาร์ตี้) ในเดือนสิงหาคม และงาน Halloween (ฮัลโลวีน) ที่ปล่อยผีกันจนไม่มีที่ไหนกล้าเลียนแบบ
นอกเหนือจากปาร์ตี้ และงานเลี้ยง PLAYBOY Mansion ยังถูกใช้งานอีกหลายรูปแบบ ทั้งงานเปิดตัววีดีโอ, โลเคชั่นถ่ายแบบ, การจัดงานขายของทั้งแบบเปิดให้คนทั่วไปเข้าชม และซื้อผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งการเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงการกุศลที่ประสบความสำเร็จ และจัดงานรับบริจาคเงินเข้าการกุศลแบบส่วนตัวอีกหลายครั้ง

Brief History (ประวัติความเป็นมา)
แมนชั่นแห่งนี้ถูกออกแบบโดย Arthur Kelly (อาร์เธอร์ เคลลี่) สถาปนิกที่มีชื่อเสียงในแถบแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เมื่อปี 1925 โดยเป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์ Gothic (โกธิค) ในศตวรรษที่ 16 กับอิทธิพลแบบ Scottish (สกอตติช) โดยกำแพงสร้างจากคอนกรีตผสมเหล็กที่มีความหนาถึง 18 นิ้ว ก่อนจะนำหินแกรนิตมาประดับบนกำแพงแบบเรียงด้วยมือทีละก้อน การก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 1927 โดยเจ้าของคนแรก Arthur Letts Jr. (อาร์เธอร์ เล็ตต์ส จูเนียร์)
) ลูกชายของ Arthur Letts Sr. ชายชาวเมืองโฮลเด้นบี้ ประเทศอังกฤษ ผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้า Broadway (บรอดเวย์) ก่อนจะซื้อที่ดินเพิ่มอีกกว่า 3,000 เอเคอร์ ทำให้ครอบครองเนื้อที่ตั้งแต่แถบเซ็นจูรี่ ซิตี้ จนถึงเวสต์วู้ด โดยที่ดินทั้งหมดเป็นเหมือนของขวัญที่ Letts ผู้พ่อมอบเป็นของขวัญให้ลูกชายของเขา และเพื่อเป็นการระลึกถึงบ้านเกิดของ Arthur Letts ครอบครัวได้ตั้งชื่อย่านนี้ว่าโฮล์มบี้ ฮิลล์ส
Arthur Letts Jr. อาศัยอยู่ที่แมนชั่นแห่งนี้จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1953 และหลังจากถูกปล่อยให้ไร้เจ้าของเป็นเวลานานหลายปี Louis D. Statham (หลุยส์ ดี. สเตแธ่ม) นักฟิสิกส์อุตสาหกรรม ได้เข้ามาซื้อในปี 1961 แต่เขาก็อาศัยอยู่เพียงไม่นาน ก่อนจะปล่อยให้ Les Dames de Champagne (เลส์ ดามส์ เดอะ แชมเปญ) องค์กรรับจัดงานรื่นเริงในเมืองลอส แอนเจลิส เข้ามาดูแลเพื่อใช้เป็นสถานที่รับรองบุคคลสำคัญที่เดินทางมาเป็นแขกของเมือง จนกระทั่งถูกขายให้ PLAYBOY ในปี 1971.

Discovery and Transformation (การค้นพบ และความเปลี่ยนแปลง)
ในช่วงต้นทศวรรษ 70 Barbi Benton (บาร์บี้ เบนตัน) แฟนของป๋าเฮฟ รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับแมนชั่นเนื้อที่ 5.7 เอเคอร์ เช่นเดียวกับ Hefner ที่ตกหลุมรักสถานที่แห่งนี้แทบจะทันที แม้ว่าตอนนั้นจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเท่ากับปัจจุบันที่มีคอร์ตเทนนิส และสระว่ายน้ำก็ตาม ก่อนที่ PLAYBOY จะได้ครอบครองแมนชั่นด้วยเงิน $1.05 ล้าน ในปี 1971 นับเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองลอส แอนเจลิส และ Hefner ไม่รอช้าที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น PLAYBOY Mansion West เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับ Chicago Mansion อาณาจักรแรกในเมืองบ้านเกิดของเขาที่ยังถูกใช้งานอยู่จนกระทั่งกลางยุค 70 ก่อนจะมอบให้สถาบันศิลปะของเมือง และได้รับการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Hefner Hall (เฮฟเนอร์ ฮอล์) เพื่อเป็นเกียรติกับเจ้าพ่อกระต่าย
การทำงานร่วมกับสถาปนิก Ron Dirsmith (รอน เดิร์สมิธ), ทีมสถาปนิกจากสถาบัน American Academy (อเมริกัน อคาเดมี่) ในกรุงโรม และ National Academy of Design (เนชั่นแนล อคาเดมี่ ออฟ ดีไซน์) ในนครนิวยอร์ก เพื่อทำตามแผนที่ Hefner วางเอาไว้สำหรับบ้านหลังใหม่ของเขา ในเวลา 2 ปี PLAYBOY Mansion West ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นเหมือน Shangri-la (แชงกรี-ล่า) ของโลกปัจจุบัน โดยการก่อสร้างสำคัญก็มีทั้งสระน้ำ, ถ้ำหิน, สวนสัตว์ส่วนตัว, ห้องอาบน้ำในร่ม, โรงยิมที่ทันสมัย, กรงนกขนาดใหญ่, คอร์ตเทนนิส และการจัดแต่งสวนที่มีความเขียวชอุ่มปกคลุมทั่วทั้งอาณาจักรของเขาจนทุกวันนี้

Interior (สไตล์การตบแต่ง)
ตัวบ้านใหญ่จะมีทั้งหมด 30 ห้อง โดยมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 21,000 ตารางฟุต ทำให้ต้องจ้างคนทำงานแบบเต็มเวลามาทำหน้าที่คนรับใช้, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย, ช่างไฟฟ้า, ช่างประปา, คนออกแบบภูมิทัศน์, คนสวน, คนดูแลสวนสัตว์, แผนกวีดิโอ และคนครัวที่รวมถึงหัวหน้าเชฟ จากการที่ต้องเตรียมอาหารคุณภาพระดับ 5 ดาวในมื้อกลางวัน และการทำบุฟเฟต์สำหรับมื้อเย็นเพื่อรองรับแขกไม่ต่ำกว่า 100 คนที่มาร่วมปาร์ตี้ของ PLAYBOY ที่มีไม่เว้นแต่ละคืน
ทางเข้าจากประตูหน้าจะเป็นทางเดินสู่ Great Hall (เกรต ฮอลล์) ที่ล้อมรอบด้วยแผ่นไม้โอ๊คแกะสลักโดยฝีมือของ Donald Knoll (โดนัลด์ คนอลล์) ช่างแกะสลักชื่อดัง รวมทั้งกระจกบานใหญ่ความสูง 2 ชั้นที่สามารถมองเห็นสวนหลังบ้าน โดยมุมบนของกระจกจะมีตราประจำตระกูลเก่าแก่จากประเทศอังกฤษ ประดับอยู่ทั้งของ Windsor (วินด์เซอร์), Cambridge (เคมบริดจ์), Edinburgh (เอดินเบิร์ก), Alteral Securitas (อัลเทรัล ซีเคียริตัส), Saint George (เซนต์ จอร์จ), Henry VIII (เฮนรี่ ที่ 8), Oxford (อ็อกซ์ฟอร์ด), Winchester (วินเชสเตอร์), Manchester (แมนเชสเตอร์), Crusader (ครูซาเดอร์) , Liverpool (ลิเวอร์พูล) และ Norwich (นอริช) โดยพื้นหินอ่อนอิตาเลี่ยนยังช่วยสะท้อนแสงจากโคมไฟแชนเดอเลียร์ที่หรูหราให้อลังการยิ่งขึ้นไปอีกด้วย
ในส่วนของห้องนั่งเล่นจะมีพื้นที่ใหญ่เป็น 2 เท่าจากปกติ ด้วยการถูกใช้เป็นห้องฉายภาพยนตร์เพื่อสร้างความเพอร์เฟ็กต์ให้คืน Movie Night (มูฟวี่ไนท์) อันมีชื่อเสียงของ PLAYBOY โดยแบ่งเป็นคืนวันศุกร์ จะเป็นการฉายหนังคลาสสิก, คืนวันเสาร์ จะเป็นหนังฮิตหลากหลายแนวที่ถูกเลือกมาฉายสลับกัน และคืนวันอาทิตย์จะเป็นภาพยนตร์ใหม่ โดยจะมีเครื่องฉายแบบฟิล์ม 35 มม. และเครื่องฉายแบบฟิล์ม 16 มม. อย่างละ 2 เครื่อง รวมทั้งเครื่องฉาย Christie S3 Digital Light Projector (คริสตี้ เอส3 ดิจิตัล ไลท์ โปรเจ็กเตอร์) เพื่อฉายภาพลงบนจอหนังขนาดใหญ่ที่ใช้ระบบไฟฟ้าเลื่อนลงจากเพดาน และด้านหลังประตูเลื่อนยังมีเครื่องดนตรีออร์แกนยี่ห้อ Aeolian (อีโอเลี่ยน) ที่มีท่อสำหรับการสร้างเสียงดนตรีขนาดใหญ่สูงถึงชั้น 2 ของแมนชั่น โดยออร์แกนตัวนี้จะถูกใช้บรรเลงในโอกาสสำคัญ และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ใช้ประกอบการฉาย The Phantom of the Opera (เดอะ แฟนธ่อม ออฟ ดิ โอเปร่า) เวอร์ชั่นหนังเงียบที่ช่วยเพิ่มความระทึกให้คนที่ได้ร่วมชมในคืนฉายวันนั้นไปอีกนาน
อีกห้องสำคัญของแมนชั่นแห่งนี้ The Dining Room (เดอะ ไดนิ่งท์ รูม) ห้องรับประทานอาหารที่มีเตาผิงหินอ่อน และพรมรูป French Lion (เฟร้นช์ ไลออนส์) จากศตวรรษที่ 15 ประดับอยู่ โดยการทานอาหารอย่างเป็นทางการทั้งการคุยธุรกิจในช่วงเที่ยง, บุฟเฟ่ต์ดินเนอร์ในคืนฉายหนัง จะถูกจัดขึ้นที่ห้องนี้ทั้งหมด ติดกันจะเป็นห้อง Mediterranean Room (เมดิเตอร์เรเนียน รูม) ที่ถูกตั้งชื่อตามบรรยากาศของห้องที่ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง และมองเห็นวิวทะเล โดยมีการย้ายน้ำพุสีเขียวจากบ้านพักของ Arthur Letts Sr. มาตั้งไว้ที่ห้องนี้อีกด้วย ในบางโอกาสยังใช้เป็นห้องทานอาหารอย่างไม่เป็นทางการพร้อมชมวิวของสวนหลังบ้าน

A Natural Environment (ธรรมชาติดูแลธรรมชาติ)
ทั่วทั้งอาณาบริเวณของ PLAYBOY Mansion ถูกประกาศเป็นเขตปลอดยาฆ่าแมลง โดยนานๆ ครั้ง พวกคนงานจะปีนขึ้นต้นสนความสูง 70 ฟุต เพื่อปล่อยแมลงที่ช่วยกำจัดตัวไรหรือแมลงที่จะทำลายต้นสนที่ปลูกเอาไว้ ทำให้มีการสั่งซื้อแมลงเต่าทองจำนวน 5 แกลลอน มาปล่อยเพื่อช่วยรักษาสมดุลของประชากรแมลงในแมนชั่นอยู่เป็นประจำ การหลีกเลี่ยงยาฆ่าแมลงยังทำให้บรรดาสัตว์ต่างๆ สามารถอาศัยอยู่ในแถบนี้ได้เหมือนในธรรมชาติ

Where Dreams Come True (เมื่อความฝันกลายเป็นจริง)
ในตอนที่ Hugh M. Hefner ย้ายจากชิคาโก มาสู่ PLAYBOY Mansion West แบบถาวรในปี 1975 เขาเลือกที่จะเรียกว่ามันเป็นการกลับสู่บ้านเกิดมากกว่าการย้ายบ้าน ด้วยความที่ความฝันในวัยเด็กของเขา และความคิดแบบแฟนตาซีของเขามากมายเกิดจากฮอลลีวู้ด โดยเฉพาะความประทับใจจากภาพยนตร์คลาสสิกที่นำเสนอความทันสมัย, ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองใหญ่ และความสัมพันธ์โรแมนติกที่มีเซ็กซ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ภาพยนตร์เหล่านั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจในการผลิตนิตยสาร PLAYBOY ทำให้ทุกวันนี้ PLAYBOY Mansion กลายเป็นมากกว่าที่พักของป๋าเฮฟ จากการที่สถานที่แห่งนี้ทำให้หน้ากระดาษของ PLAYBOY เหมือนมีชีวิตขึ้นจริงในสายตาของผู้อ่าน

FEATURED VIDEO